ข้อความ บทความ และภาพ ใน 'www.econnews.org'  เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทอีคอนนิวส์ จำกัด ติดต่อผู้จัดทำ econnews@econnews.org
  • อีคอนนิวส์ฉบับ 605 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2560
  ฉบับปี 2555  Click
  ฉบับปี 2556  Click
  ฉบับปี 2557  Click
  ฉบับปี 2558  Click
  • ๑ ปีที่เหลือของรัฐบาลประยุทธ์
  • ร่าง กม. คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หายนะเกษตรกรไทย?
  • หกคำถามจากลุงนายกฯ 
  • ตั้ง 'Super Holding' ปฏิรูปหรือผูกขาดรัฐวิสาหกิจ?
  • ธุรกิจการเงินแข่งขันด้วยยุทธศาสตร์ทางเทคโนโลยี
  • คาดเศรษฐกิจไทยปี ๖๐-๖๑ โต ๓.๘%
  • อาคารชุดล้นตลาดหรือยัง?
  • จากไทยแลนด์ ๔.๐ สู่สมาร์ทซิตี้
  • เศรษฐกิจจีนเติบโตต่อเนื่องแต่เปราะบาง
  • ภาคอุตสาหกรรมปรับตัวสู่ Smart Electronics
  • ออกจากความเคยชิน
  • จากฟ้าสู่ดิน:  คำสัญญา


๑ ปีที่เหลือของรัฐบาลประยุทธ์


๒๕๖๑ เป็นปีที่เหลือของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการบริหารประเทศ (ถ้าไม่มีเหตุสุดวิสัยใดใด) แต่มีเรื่องราวมากมายให้รัฐบาลนี้ทำ โดยเฉพาะเรื่องที่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งทำไม่ได้ (ข้อเท็จจริงทำได้ แต่ไม่อยากทำ เพราะกลัวเสียคะแนนเสียง)
    หนึ่งในเรื่องที่รัฐบาลนี้เร่งทำเต็มที่คือ 'ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ' (Eastern Economic Corridor: EEC) ที่พัฒนาต่อจากนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) ซึ่งไม่เคลื่อนไหวมานาน รวมทั้งปัญหาสะสมที่รอการแก้ไขแบบยั่งยืน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน มูลค่าประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ต้องเร่งหาผู้ดำเนินการและทำสัญญาก่อนรัฐบาลนี้จะหมดอายุ ได้แก่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (Eastern Airport City) โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน (สัตหีบ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง) รถไฟทางคู่เพื่อการขนส่งสินค้า การขยายมอเตอร์เวย์ (กรุงเทพฯ - ระยอง) โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ ๓ และโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพระดับสูง - เมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามา โครงการก็เดินหน้าไปแล้ว ไม่กังวลเรื่องกวนน้ำให้ขุ่นและทำให้โครงการมีปัญหา โดยเฉพาะผลประโยชน์จากสัญญาโครงสร้างพื้นฐาน
    โครงการที่ต้องการความชัดเจนเป็นรูปธรรม คือ บริหารจัดการน้ำ ทั้ง 'น้ำแล้ง' และ 'น้ำท่วม' แม้ 'น้ำ' เป็นวาระแห่งชาติ แต่ถ้ายังไม่คืบหน้า น้ำที่เคยท่วมก็จะท่วมต่อไป น้ำที่เคยแล้งก็จะแล้งต่อไป เป็นเช่นนี้ทุกปี การแก้ไขแบบยั่งยืนแม้ไม่เกิดผลปีหน้า แต่ต้องเริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้ในรัฐบาลนี้ ที่ไม่ใช่กรมทรัพยากรน้ำโดยลำพัง และไม่ใช่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างคนต่างแก้แบบแยกส่วนเหมือนที่เคยทำมาในอดีต
    และที่ต้องทำในรัฐบาลนี้ เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีวันทำ คือ 'เศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ' ที่ได้กล่าวไปแล้วใน 'อีคอนนิวส์' ฉบับเดือนที่ผ่านมา จึงไม่กล่าวซ้ำในรายละเอียด แต่ต้องการย้ำว่า ถ้าจะให้ไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต มีเสถียรภาพเพียงพอต่อการผันผวนของเศรษฐกิจโลก ต้องนำ 'ศาสตร์พระราชา'     มาใช้ในระดับประเทศเท่านั้น
    อีกเรื่องที่ควรดำเนินการในเวลา ๑ ปีที่เหลือ คือทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งรัฐบาลมีคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) อยู่แล้ว แต่ให้เน้นเชิงป้องกัน เพราะยั่งยืนกว่าการปราบปราม โครงการที่ยังเป็นแค่ข่าวคือให้ข้าราชการและพนักงานของรัฐทุกคนแจ้งทรัพย์สินตั้งแต่แรกเข้า แล้วแจ้งใหม่ทุกครั้งที่มีการเลื่อนตำแหน่ง การเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ฯลฯ
    สิ่งที่ไม่ควรทำอีกแล้ว คือ 'ช็อปช่วยชาติ' ที่ใช้นโยบายการคลังด้วยการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรมดาไม่เกิน ๑๕,๐๐๐ บาท แก่ผู้จับจ่ายใช้สอย แม้มุมหนึ่ง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เงินหมุนเวียนในระบบ แต่เป็นเพียงระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน ประการสำคัญ ยังไปดึงเงินออมของคนให้ใช้จ่ายทั้งที่ไม่จำเป็น ขณะที่เงินออมในระบบของประเทศต่ำกว่าร้อยละ ๓๐ ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (gross domestic product: GDP) เมื่อปี ๒๕๕๘
    เมื่อถูกนักเลือกตั้งปรามาส ยิ่งต้องทำเพื่อชาติให้ประจักษ์ภายใน ๑ ปี ที่เหลือ เพื่อพิสูจน์ว่าการเข้ามาของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ - ไม่เสียของ


บรรยงค์ สุวรรณผ่อง